2010/Oct/17

หนังสือจำนวนหลายเล่มวางกองระเกะระกะอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่ ทุกอย่างล้วนเกี่ยวกับหลักการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งสิ้น คุณชายอุจินั่งเท้าคางมองเพื่อนรักตัวเล็กที่เอาแต่จดจ่อกับรายละเอียดบนกระดาษหน้าแล้วหน้าเล่า

เกือบชั่วโมงแล้วที่ฮิโรกิกับคาเมะอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เพราะวันนี้ยังพอมีคาบว่างอยู่บ้างก่อนจะต้องเข้าเรียนช่วงบ่าย คาเมะจึงอยากไปหาข้อมูลทำรายงานสักหน่อย คุณชายอุจิเลยต้องมานั่งทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่ด้วยแบบนี้

“คาเมะ”

“หือ?”

เจ้าของชื่อครางตอบรับแผ่วเบาพลางวางหนังสือในมือลง แล้วหยิบเล่มอื่นขึ้นมาเปิดไล่สายตาอ่านเนื้อหาเพื่อจับใจความคร่าวๆขณะเดียวกันก็ใช้ดินสอจดหัวข้อสำคัญลงบนสมุดไว้

“ทำไมนายต้องรีบทำล่ะ รายงานอันนี้ส่งตอนสอบปลายภาคไม่ใช่เหรอ?”

“อืม แต่ฉันอยากทำเสร็จเร็วๆน่ะ ยิ่งมีเวลาเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวจะลืมไปเสียก่อน”

เห็นเพื่อนให้ความสนใจกับหนังสือตรงหน้ามากนัก ฮิโรกิก็เลยไม่คิดจะถามอะไรอีกทั้งที่หัวสมองกลับมีแต่ความสงสัยเต็มไปหมด ความรู้สึกของคุณชายอุจิบอกว่าคาแมะดูแปลกไปตั้งแต่เจอจินในภัตตาคารอาหารอิตาเลียนเมื่อวาน ฮิโรกิแน่ใจว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างระหว่างญาติกับเพื่อนสนิทที่เขายังไม่รู้

ปกติคาเมะเป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว มีเพียงฮิโรกิซึ่งมักสรรหาเรื่องสัพเพเหระตามประสาคนอัธยาศัยดีมาชวนคุยโน่นนี่ด้วยเสมอ บรรยากาศจึงไม่อึดอัดเหมือนที่ควรจะเป็น แตกต่างจากคราวนี้ชายหนุ่มสงบปากสงบคำมากขึ้น ถึงขนาดยอมนั่งเฉยมองเพื่อนค้นข้อมูลทำรายงานอย่างเงียบเชียบผิดวิสัยทายาทคนเดียวของตระกูลอุจิลิบลับ

ความจริงสาเหตุที่ทำให้ฮิโรกิไม่กล้าเอ่ยปากถาม อาจเป็นเพราะสีหน้าและแววตาของคาเมะฉายความหม่นหมองออกมาชัดเจนจนชายหนุ่มเองเริ่มกลัวว่าสิ่งที่เขาเคยเตือนเพื่อนรักเอาไว้ มันไม่เกิดประโยชน์เลยสักนิดเดียว

เรื่องของทั้งสองคนคงมาไกลเกินกว่าจะยับยั้ง ฮิโรกิจึงนึกโทษตนเองที่ปล่อยให้ทุกอย่างเลยเถิดมามากขนาดนี้โดยไม่สามารถขัดขวางอะไรได้


มันสายไปแล้วสินะ


เหล้ายี่ห้อดังพร่องไปกว่าค่อนขวด ใบหน้าหล่อเหลาอย่างร้ายกาจเลยแดงก่ำเนื่องด้วยฤทธิ์จากแอลกอฮอล์ จินรับแก้วใบใสที่บรรจุน้ำสีอัมพันเกือบครึ่งกระดกผ่านลำคอทีเดียวจนหมดท่ามกลางเสียงปรบมือของหญิงสาวผมยาวประบ่าซึ่งเคยเป็นคู่ควงของเรียวเมื่อสี่ห้าวันก่อน

คุณชายอาคานิชิอมยิ้มเล็กน้อยตอนที่นามิมอบจูบเป็นของรางวัลสำหรับคนเก่ง ลิ้นสีแดงสดวาดเลียราวกับกำลังกระหาย อดีตคู่ควงลูกเจ้าของโรงแรมระดับห้าดาวรู้หน้าที่เป็นอย่างดีจึงโน้มคอของอีกฝ่ายลงมา บดเบียดริมฝีปากอิ่มที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์อยู่นานเพื่อส่งผ่านความต้องการจากส่วนลึกที่ปะทุขึ้น

ฝ่ามือใหญ่ฉุดรั้งหญิงสาวให้นั่งบนตักพลางตอบสนองให้อีกคนต้องครางงึมงำด้วยความพึงพอใจ ใบหน้าดูดีร้ายกาจละห่างจากกลีบปากบางสีสวยยวนตา ก่อนขบเม้มซอกคอขาวจนเป็นรอยแดงช้ำ บ่งบอกอารมณ์ภายในกายกำลังพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง

จินดันร่างบอบบางลงบนโซฟา ไม่สนใจเสียงเพลงสากลจังหวะฮิพฮอพดังสนั่นหวั่นไหวหรือผู้คนที่ต่างโยกย้ายส่ายสะบัดกันเมามัน นัยน์ตาคมกริบเห็นนิชิคิโด เรียวจิบไวน์ชั้นเลิศอย่างเงียบเชียบตรงมุมโต๊ะ โดยมีหญิงสาวอายุอานามมากกว่าสามสี่ปีนั่งอยู่เคียงข้าง

พอฝ่ายนั้นมองตอบกลับมา รอยยิ้มตรงมุมปากขวาก็ยกขึ้น จินพยักเพยิดให้สายตาของเรียวหยุดตามที่ร่างบอบบางด้านล่าง คุณชายนิชิคิโดหัวเราะน้อยๆแล้วชูแก้วซึ่งมีของเหลวอยู่ภายในนิดหน่อยคล้ายเป็นการอนุญาต และนั่นก็เป็นเสมือนสัญญาณบางอย่างให้คาสโนว่าชื่อก้องเริ่มต้นลุกล้ำคนนอนระทดระทวยอีกครั้ง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จินกับเรียวใช้ผู้หญิงคนเดียวกัน เพราะยึดหลักที่ว่าความพอใจมาก่อนจึงเคยเกิดเรื่องทำนองนี้แล้วหลายหน

นามิลูบไล้แผงอกกว้างผ่านเชิ้ตเนื้อดีสมราคาพลางส่งสายตาเชิญชวนเพิ่มแรงอารมณ์ที่มีอยู่เหลือล้นให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว จินแว่วเสียงเอะอะโวยวายขณะก้มลงสัมผัสความนุ่มเนียนของผิวขาวซึ่งโผล่พ้นเสื้อผ้า คงเพราะอยู่ไม่ไกลกันนัก ชายหนุ่มเลยได้ยินมันอย่างแจ่มชัด

“อาคานิชิ จิน อยู่ที่ไหน!?”

แม้จินไม่เห็นว่าเป็นใคร แต่สิ่งที่เข้าสู่โสตประสาทก็ทำให้รับรู้ทันทีว่านั่นคือ อุจิ ฮิโรกิ ลูกพี่ลูกน้องร่วมสายเลือด หากชายหนุ่มก็ใช่ว่าจะสะทกสะท้านอย่างไรถ้าอีกฝ่าต้องมาเห็นฉากพลอดรักต่อหน้าต่อตาแบบนี้

ฝ่ามือร้อนผ่าวสอดลึกผ่านกระโปรงบางสีดำตัดกับผิวขาวเนียนละเอียด กระตุ้นจุดเร้าอารมณ์เล็กน้อยก็เพียงพอให้หญิงสาวตรงหน้าบิดเร่าด้วยความทรมานที่แฝงความสุขล้นไว้เต็มเปี่ยม แต่การกระทำทุกอย่างกลับต้องหยุดชะงักลงกลางครันเมื่อเสียงอันคุ้นเคยแผดดังขึ้นอยู่ใกล้ๆ

“อาคานิชิ จิน!”

ทายาทธุรกิจพันล้านเสมองใบหน้าหวานสวยชนิดผู้หญิงหลายคนยังอายของลูกพี่ลูกน้องด้วยท่าทางเบื่อหน่าย ริมฝีปากอิ่มพ่นลมออกมาหนักหน่วง กระทั่งเห็นดวงตากลมใสวาวโรจน์ชายหนุ่มถึงยอมลุกขึ้นมานั่งไขว่ห้างพิงโซฟาสีแดงสดโดยดีทั้งที่ความจริงก็ไม่เต็มใจสักเท่าไร

“มีอะไร?”

สิ้นคำคุณชายอุจิกลอกตาไปมาด้วยท่าทางเหลืออดเต็มที ก่อนทวนประโยคเดิมซ้ำเสียงดังฟังชัดไม่อายใครหน้าไหนแม้จะกลายเป็นจุดสนใจของแขกเหรื่อในผับแห่งนี้

“ถามมาได้ว่ามีอะไร คนอย่างนายเนี่ยรกโลกจริงๆ”

“หรือจะให้ถามว่าที่มาหาถึงเนี่ย เพราะคิดถึงฉันใช่ไหม อย่างงั้นเหรอ?”

ฮิโรกิขบกรามแน่น พยายามระงับโทสะที่เดือดพล่านของตนเอง ทว่าเห็นอีกฝ่ายนั่งกอดอกพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์ เส้นความอดทนก็แทบขาดผึงออกจากกัน

“ถ้าไม่จำเป็นฉันก็ไม่อยากเหยียบที่แบบนี้หรอก บอกมาดีกว่านายทำอะไรเพื่อนฉัน”

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ฮิโรกิร้อนใจนักหนา ยิ่งสังเกตอากัปกิริยาคาเมะวันนี้ด้วยแล้วชายหนุ่มก็รู้สึกแย่แทนอย่างบอกไม่ถูก แม้เพื่อนรักทำตัวปกติมากแค่ไหน แต่นั่นมันก็มาจากการฝืนกล้ำกลืนทั้งนั้น

จินหัวเราะเหมือนกำลังนั่งฟังเรื่องตลกโปกฮา ขณะที่มือข้างหนึ่งก็คว้าขวดเหล้ามาเทใส่แก้วจนเกือบเต็ม แล้วจัดการยกขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดท่ามกลางสายตากินเลือดกินเนื้อของลูกพี่ลูกน้องที่กำลังโมโหเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ตอนนี้

“ทำไมไม่ถามเจ้าตัวเขาเองล่ะ อาจจะได้คำตอบดีๆสักข้อก็ได้นะ”

“ถ้าฉันอยากรู้จากคาเมะ จะถ่อมาหานายถึงที่นี่ทำไม อย่ามาโยกโย้!”

คุณชายอุจิไม่ได้บอกความจริงว่าเขาซักไซ้ไล่ความตั้งแต่เดินออกจากภัตตาคารนั่นเมื่อวานแล้ว หากคาเมะเพียงแค่ยิ้มให้ ก่อนลงเอยด้วยคำว่าไม่มีอะไร

ฝ่ามือใหญ่เหนี่ยวรั้งเอวบางของหญิงสาวด้านข้างให้เขยิบมานั่งเบียดกันจนแทบเกยตัก ลิ้นสีแดงไล่เลียลำคอขาวผ่องแผ่วเบาพาลให้นามิต้องเงยหน้ารับสัมผัสอย่างเคลิบเคลิ้ม โดยมีนัยน์ตาคมกริบทั้งสองข้างของคาสโนว่าหนุ่มจ้องมองด้วยความพอใจ

สุดท้ายอารมณ์ก็อยู่เหนือกว่าเหตุผล ฮิโรกิเดินเร็วๆคว้าแก้วที่มีไวน์มากกว่าครึ่งในมือนิชิคิโด เรียวสาดใส่คนกำลังพลอดรักกัน ของเหลวสีแดงอมม่วงไหลเปรอะเปื้อนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ริมฝีปากอิ่มสีสดยิ้มเยาะเมื่อเห็นญาติตนเองกับคู่ควงคนใหม่จ้องกลับตาเขียว

“ทำบ้าอะไรน่ะ!?” เสียงโวยวายแผดดังขึ้น นามิแทบปราดเข้าไปเอาเรื่องคู่กรณี ทว่าโดนคุณชายอาคานิชิรั้งตัวไว้เสียก่อน

“เธอล่ะทำบ้าอะไร? มาวีดว้ายแบบนี้โดนหมอนี่ทิ้งเพราะเสียงแสบแก้วหูน่ะ ฉันไม่รู้ด้วยหรอกนะ”

จบประโยคนามิก็กรีดร้องเหมือนตัวอิจฉาในละครที่เห็นตามโทรทัศน์ กระทั่งจินยังรู้สึกเอือมระอา แต่นั่นกลับนำพาความสะใจมาให้ฮิโรกิได้มากพอสมควร คุณชายอาคานิชิดันร่างบอบบางของหญิงสาวไว้ด้านหลัง แล้วหันไปประจันหน้ากับลูกพี่ลูกน้องคนสนิทด้วยใบหน้าจริงจังกว่าทุกครั้ง

“อยากรู้ว่าฉันทำอะไรเพื่อนรักนายใช่ไหม คำตอบคือไม่ได้ทำ”

“โกหก!” ฮิโรกิค้านเสียงหลง ดูจากท่าทาง สีหน้า หรือแม้แต่แววตาที่เปลี่ยนไปของคาเมะ เพื่อนสนิทอย่างเขามีหรือจะมองไม่ออกว่าสาเหตุทั้งหมดมันมาจากไหน

“ฉันไม่ได้โกหก แต่นึกแล้วก็น่าเสียดายนะรูปร่างแบบนั้น ถ้าได้ทำอะไรมากกว่าจูบก็ดีหรอก ไม่น่าปล่อยให้เกมโอเวอร์เลย”

แม้จะทันเห็นนัยน์ตาคมสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นฉายความรู้สึกบางอย่างชั่วครู่ แต่คำพูดเหล่านั้นก็ทำให้ฮิโรกิลบเลือนมันไปหมดสิ้น ฝ่ามือเรียวบางเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปนขณะเดียวกันริมฝีปากอิ่มสวยก็เม้มแน่นเป็นเส้นตรง

“อยากไปทำสารเลวกับใครก็เชิญ แต่อย่ามายุ่งกับเพื่อนฉัน ไม่งั้นฉันจะเลิกเกรงใจคุณป้า!”

เป็นคำเตือนสุดท้ายก่อนร่างเพรียวบางนั้นจะเดินหายลับไปท่ามกลางฝูงชนที่ยืนมุงล้อมกันอยู่ เพียงแค่จินจ้อง ผู้คนมากมายก็ต่างสลายกลุ่มกันอย่างรวดเร็วในพริบตา ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งบนโซฟาอีกครั้ง โดยมีนามิเข้ามาเกาะแขนออดอ้อนอยู่ไม่ห่าง

ผ้าผืนเล็กสีฟ้าถูกใช้ซับคราบไวน์บนใบหน้าหล่อเหลา หญิงสาวเช็ดไปพลางด่ากราดใส่คู่กรณีไปด้วยไม่หยุด ทว่าอยู่ๆจินก็ปัดความหวังดีนั้นทิ้งอย่างไม่แยแส นามิตั้งท่าจะโวยวายอีกระลอก แต่พออีกคนตวัดสายตามองเลยจำต้องสงบปากสงบคำโดยปริยาย

“เมื่อกี้ใครน่ะ? ร้ายชะมัด” เสียงทุ้มของคนตรงมุมโต๊ะอีกด้านถามกลั้วหัวเราะ แม้ไฟในผับจะไม่สว่างมากนัก แต่คุณชายอาคานิชิก็แน่ใจว่าเห็นสายตาวิบวับของเพื่อน

“ญาติ เพราะฉะนั้นแกยุ่งไม่ได้ เข้าใจที่พูดใช่ไหมเรียว” เป็นเพื่อนกันมานาน ไม่ว่าจะรสนิยมความชอบหรือเรื่องส่วนตัว จินก็รู้เป็นอย่างดีจึงไม่แปลกอะไรถ้าชายหนุ่มสามารถคาดเดาความคิดความอ่านของเรียวได้แทบทั้งหมด

“เรื่องนั้นช่างก่อนเถอะ แล้วที่บอกว่าเกมโอเวอร์น่ะ หมายความว่ารู้ผลแพ้ชนะสินะ”

เห็นจินเงียบ เรียวก็ลุกขึ้นยืนพลางสาวเท้าอย่างไม่เร่งรีบเข้าไปหยิบแก้วเปล่าที่ยังหลงเหลือของเหลวสีแดงอมม่วงอยู่นิดหน่อย นัยน์ตาคมคายมองของในมือแล้วพาลนึกถึงชายหนุ่มใบหน้าสวยหวาน รูปร่างเพรียวบางซึ่งกล้าหาญชาญชัยทำเรื่องให้ทายาทธุรกิจพันล้านต้องขายหน้าคนทั้งผับ

อาจเพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับญาติของเพื่อนมากเกินไปนัก เรียวเลยเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่ถามอะไรถ้าไม่ได้ยินคุณชายอาคานิชิตอบกลับมาเสียก่อน

“ฉันแพ้”

เหมือนการคาดเดาของเรียวจะถูกต้อง ริมฝีปากบางจึงกระตุกรอยยิ้มขึ้น ชายหนุ่มจับจ้องอาคานิชิ จิน ผู้หยิ่งยะโสโอหังที่บัดนี้แทบหมดสภาพจนไม่หลือเค้าเดิมให้เห็น

“คนที่ทำให้แกแพ้ราบคาบขนาดนี้ ฉันชักอยากเจอแล้วสิ”

ถึงโดนเรียวซ้ำเติมอย่างไรจินก็ไม่โต้ตอบกลับสักคำ ผิดวิสัยคนชอบเอาชนะอย่างคุณชายอาคานิชิผู้เอาแต่ใจราวกับเป็นคนละคนกัน สุดท้ายก็กลายเป็นเรียวเสียเองที่ทนกับท่าทางผิดหวังของเพื่อนไม่ไหว

“จะบอกให้นะ เกมนี้ไม่มีใครแพ้ชนะหรอก ในเมื่อญาติแกลงทุนลงแรงมาถามถึงเนี่ย แสดงว่าเพื่อนเขาคงไม่ได้มีอาการต่างจากแกเท่าไร แล้วทำไมถึงไม่ลองดูอีกสักครั้งล่ะ อุตส่าห์หน้าด้านหน้าทนตามตื้ออยู่ตั้งเกือบอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ?”

คล้ายเป็นคำพูดเตือนสติ ร่างสูงใหญ่ของคุณชายอาคานิชิลุกพรวดพราดขึ้นมา ก่อนจ้ำอ้าวออกจากผับไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เรียวได้แต่มองตามหลังพร้อมกระตุกรอยยิ้มบางเบาดังนิสัยเคยชิน

หลังกลับบ้านไปเพื่อจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดใหม่เอี่ยมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จินก็ขับรถมาจอดข้างคอนวีเนียนตอนสี่ทุ่มพอดี รอเพียงไม่กี่นาทีร่างบางตัวเล็กคุ้นตาก็สาวเท้าออกมานอกร้านกับใครสักคนที่ชายหนุ่มไม่เคยเห็น

แม้จะไม่รู้จัก แต่จากท่าทางสนิทสนมกันขนาดนั้นจินเลยเดาได้ไม่ยากว่าคนที่อยู่ด้วยกันคงมีความสำคัญกับคาเมะมากพอสมควร ยิ่งเห็นรอยยิ้มที่มีให้กับอีกฝ่าย คุณชายอาคานิชิก็รู้สึกเหมือนดำดิ่งสู่เหวลึก จินไม่รู้ตัวว่ากำลังแสดงสีหน้าเช่นไร หากสายตาก็ยังคงมองตามร่างของทั้งคู่ไปจนสุดปลายทาง

บนถนนเล็กๆตัดผ่านเข้าสู่บ้านสีขาวหลังไม่ใหญ่มากนัก สองพี่น้องคาเมนาชิเดินคุยกันถึงเรื่องวีรกรรมสมัยเด็กว่าแต่ละคนดื้อแพ่งแค่ไหน พ่อแม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับนิสัยลูกชายเพียงใดกว่าจะเลี้ยงให้เติบโตถึงบัดนี้ได้

คาเมะขำเมื่อพี่ชายบอกว่าเคยแกล้งเอากบไปปล่อยใส่ไว้ในรองเท้าเขาตอนอยู่ชั้นประถม แต่เนื่องจากคุณนายคาเมนาชิมาเห็นเหตุการณ์เข้า โคจิเลยโดนทั้งตีทั้งดุเสียยกใหญ่

“ถ้าเป็นเรื่องนายทีไร พ่อกับแม่จะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเสมอ รู้รึเปล่าว่าพี่กับยูยะหมั่นไส้?”

“เลยหาเรื่องแกล้งผมประจำ?”

“ใช่ แต่ต้องทำลับหลังพ่อแม่นะ” พอพี่ชายบอกด้วยใบหน้าจริงจังราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลยเรียกเสียงหัวเราะของคาเมะได้มากโข และนั่นเป็นสิ่งที่โคจิต้องการอย่างที่สุด

ความจริงสองวันที่ผ่านมาโคจิจับสังเกตน้องชายคนนี้ตลอดเวลา มองผิวเผินทั่วไปอาจไม่เห็นความแตกต่างสักเท่าไรเพราะคาเมะทำตัวตามปกติทุกอย่าง ทว่าในสายตาของคนเป็นพี่กลับดูออกชัดเจนว่าน้องกำลังมีเรื่องทุกข์ใจ

ถ้าให้คาดเดาโคจิคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากคาสโนว่าคนนั้น
และยิ่งแน่ใจมากขึ้นเมื่อคาเมะทำท่าอึกอักเหมือนไม่อยากพูดถึงตอนที่ชายหนุ่มถาม

“นายกับหมอนั่นป็นยังไงบ้าง?”

“พี่หมายถึงใครล่ะ?”

“พี่ว่านายรู้ดีอยู่แล้วนะ”

คาเมะหัวเราะ หากดวงตาเรียวสวยทั้งสองข้างกลับฉายอะไรบางอย่างซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ชายหนุ่มแสดงออกมาให้เห็น โคจิเลยนึกถึงคำพูดหนึ่งของน้องชายคนเล็ก

‘คาซึน่ะเหมือนพวกเก็บกด ชอบไม่ชอบก็ไม่ยอมบอก ถ้าเป็นผมคงอึดอัดตายพอดี’

นับเป็นอีกครั้งที่ความเห็นของโคจิตรงกับน้องชายคนสุดท้อง คาเมะเป็นคนจะคิดจะอ่านอะไรก็ทำด้วยตัวคนเดียวมาตลอด ไม่เคยเรียกร้องขอคำปรึกษาจากใครมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นั่นจึงกลายเป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับโคจิ

“มีปัญหากับหมอนั่นสินะ”

“พี่พูดเหมือนผมกับเขาคบกันอยู่เลย”

“แล้วไม่ใช่เหรอ?”

“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง”

คาสโนว่าย่อมไม่เคยคิดเรื่องการโดนผูกมัดไว้กับใครสักคนอยู่แล้ว คาเมะเองก็ไม่ได้หวังให้ผู้ชายคนนั้นต้องทำเช่นกัน อันที่จริงเขาอาจกลัวมากกว่าถึงได้รีบเลี่ยงออกมาเสียตอนนี้เพื่อไม่ให้ความรู้สึกที่มีต้องเพิ่มสูงขึ้นจนยากจะถอนตัว

ทั้งที่เชื่อแบบนั้น แต่จนแล้วจนรอดคาเมะก็รู้ว่ามันไม่เกิดประโยชน์สักนิดในเมื่อมีเพียงร่างกายที่ตีจากออกมา หากความรู้สึกส่วนลึกกลับยังคอยเฝ้าตามติดอาคานิชิ จินอยู่เหมือนเดิม

“คาซึยะ นายคิดว่าตนเองเข้าใจเรื่องความรักแค่ไหน?”

“ผมไม่รู้หรอก”

เป็นคำตอบที่ทำให้โคจิยิ้ม รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนที่ทำให้คาเมะเผลอนึกถึงใครอีกคนโดยไม่รู้ตัว

“พี่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน” ดวงตาเรียวคล้ายคลึงกับคาเมะมองใบหน้าหวานขมวดคิ้วสงสัย ฝ่ามือใหญ่ลูบศีรษะน้องชายด้วยความเอ็นดู

เดิมทีโคจิตั้งใจจะเลิกยุ่งแล้ว แต่อาจเป็นเพราะเมื่อวานชายหนุ่มได้ยินข่าวลือบางอย่างในร้านที่ทำงานอยู่เข้าโดยบังเอิญซึ่งมันเกี่ยวกับคาสโนว่าชื่อดังคนนั้น

‘รูปหล่อ พ่อรวย ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคนกล้าหักอกอาคานิชิ จินอยู่บนโลกนี้ด้วย

นั่นเห็นจะจริง คุณสมบัติครบถ้วนทุกอย่าง ไม่ว่าจะหน้าตา การศึกษา ฐานะทางสังคม ผู้ชายคนนี้จัดว่าอยู่ในระดับเหนือกว่าคนอื่นมากมายจนน่าอิจฉา โคจิไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเขาเองก็ปรารถนาที่จะมีชีวิตสมบูรณ์แบบเช่นนั้นเหมือนกัน

แต่ที่ต้องแปลกใจยิ่งกว่าคือคนที่ทำให้อาคานิชิ จินอกหัก
ชายหนุ่มไม่อยากคิดว่าใครคนนั้นคือน้องชายของเขา

ทว่าท่าทางของคาซึยะมันกลับให้คำตอบอย่างชัดเจน

“บางทีคงไม่ใช่แค่เราสองคนพี่น้องที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้”

“พี่หมายความว่ายังไง?”

พอถูกดวงตาเรียวสวยของน้องชายจ้องคาดคั้น โคจิจึงเบี่ยงตัวออกเดินนำไปก่อนพร้อมคำพูดหนึ่งที่ทิ้งท้ายไว้ให้คิดทบทวนทีหลัง

“คนที่นายกำลังคิดถึงอยู่ อาจเป็นอย่างเราสองคนก็ได้”


..................................


ซันมะเทอริยากิสองจานวางอยู่บนโต๊ะยาวมุมสุดของโรงอาหารในมหาวิทยาลัย โดยมีเกี๊ยวซ่ากุ้งถูกจัดไว้ตรงกึ่งกลางพอดิบพอดี เสียงถอนหายใจดังขึ้น คาเมะจำต้องเบนสายตามองไปยังเพื่อนที่นั่งอีกฝากฝั่ง คุณชายอุจิกำลังทำหน้าเบื่อหน่ายเต็มทีขณะใช้ตะเกียบเขี่ยเนื้อปลาเล่น

วันนี้ร้านหน้ามหาวิทยาลัยที่ปกติจะไปฝากท้องด้วยสม่ำเสมอดันปิดกะทันหัน คาเมะกับฮิโรกิเลยต้องมาพึ่งพาโรงอาหารแห่งนี้เนื่องเพราะไม่มีทางเลือกอีก ครั้นจะให้ออกไปหาอะไรกินที่อื่นก็ติดตรงคาบเรียนช่วงบ่ายมีสอบย่อย ชายหนุ่มสองคนจึงต้องมากล้ำกลืนฝืนทนกับอาหารรสชาติไม่ได้เรื่องอยู่แบบนี้

ฮิโรกิพยายามกลั้นใจกินให้หมด จนแล้วจนรอดพอลิ้มรสได้สองสามคำ ตะเกียบก็ถูกวางแปะบนจาน คาเมะมองเพื่อนรักทำหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะส่ายศีรษะให้กับนิสัยเอาแต่ใจของคุณชายอุจิ ทายาทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น

“อย่าลืมสิบ่ายนี้มีสอบนะ ถ้าไม่กินอะไรเลย เดี๋ยวเกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาเพราะหิวจะทำยังไง?”

“ช่างสิ! ใครจะสนกัน” กำลังจะถกเถียงกันต่อ โทรศัพท์เครื่องเล็กของฮิโรกิก็แผดร้องขึ้นเหมือนรู้เวลา สุดท้ายคาเมะเลยต้องละประเด็นนี้เอาไว้ก่อน

ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มจ้องชื่อคนโทรมาอย่างแปลกใจ พอโดนคาเมะบ่นเรื่องเสียงเพลงโทรศัพท์เข้าหน่อย มือเรียวถึงรีบคว้ามากดรับสายทันที

“ฮิโระจัง” คนเรียกคืออาคานิชิ มิยูกิ คุณป้าที่คุณชายอุจินับถือประหนึ่งแม่บังเกิดเกล้าอีกคน แม้ฮิโรกิจะสนิทกับญาติผู้ใหญ่คนนี้ยิ่งกว่าลูกในไส้อย่างจิน แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่คุณนายอาคานิชิจะโทรมารบกวนเวลาต่างๆยามชายหนุ่มยังอยู่ที่มหาวิทยาลัย นั่นย่อมหมายความว่าเป็นเรื่องสำคัญ

“คุณป้ามีอะไรรึเปล่าครับ?”

“ขอโทษนะจ๊ะที่โทรมาตอนนี้ แต่ป้ามีเรื่องอยากจะถามฮิโระจัง”

ฟังจากเสียงร้อนรน ฮิโรกิก็พอเดาได้ไม่ยากเท่าไรว่ามันคงเป็นเรื่องเร่งด่วนอยู่ไม่น้อย ถ้าจะให้คาดคะเนต่อชายหนุ่มก็คิดว่าต้นสายปลายเหตุนี้น่าจะไม่พ้นลูกบังเกิดเกล้าของคุณป้าเป็นแน่ และก็เป็นไปอย่างที่นึกเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักนิดเดียว

“ฮิโระจังพอจะรู้ไหมว่าสองสามวันมานี่ จินเป็นอะไร?”

“เขาเป็นอะไรหรือครับ เมื่อวานผมก็เห็นเขาเปลี่ยนคู่ควงได้ตามปกติดีทุกอย่าง”ฮิโรกิถามคล้ายให้ความสนใจกับเรื่องลูกพี่ลูกน้องนักหนา หากสายตากลับแอบลอบมองเพื่อนรักที่นั่งนิ่งเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับบทสนทนาของเขาสักนิดว่ากำลังเอ่ยถึงใคร

“ป้าเองก็บอกไม่ถูก จะว่าปกติมันก็ใช่ แต่จินไม่เคยทำผิดเงื่อนไขพ่อเขาเลยนะ”

“อาจจะอยู่ที่คอนโดก็ได้นี่ครับ”

“เมื่อกี้ป้าเพิ่งไปที่คอนโดมาเอง จินไม่ได้อยู่ที่นั่นหรอกจ้ะ แล้วนี่โทรไปก็ไม่รับสาย”

ถึงแม้ลูกพี่ลูกน้องของฮิโรกิจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี แต่ก็มีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ประธานบริษัทคนปัจจุบันของอาคานิชิตั้งเอาไว้ นั่นคือนอกจากบ้านและคอนโด ห้ามจินไปนอนค้างอ้างแรมที่อื่นเกินสองวันโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยเหตุผลที่ว่าผู้สืบทอดตระกูลควรมีระเบียบวินัย

“ช่วงนี้จินดูเหมือนมีเรื่องอะไรในใจ เมื่อวานก็มีคนเห็นจินเมาคอพับคออ่อนอยู่ที่ผับแถวรปปงหงิด้วย ป้าล่ะกลัวว่าพ่อเขาจะรู้เรื่องนี้จริงๆ”

ฮิโรกิได้ยินเสียงถอนหายใจจากปลายสาย ชายหนุ่มเองก็เริ่มกลัดกลุ้มไม่แพ้กัน แม้ภาพพจน์ของจินจะเป็นคาสโนว่า เปลี่ยนผู้หญิงได้ไม่เว้นวันและยังเป็นนักเที่ยวกลางคืนที่ต่ำกว่าตีสี่ไม่มีทางยอมกลับบ้าน แต่เรื่องเมามายไม่ได้สติจนหมดสภาพก็ไม่เคยมีปรากฏ

“ขอโทษนะครับที่ผมช่วยอะไรไม่ได้”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แต่จะว่าไปจินนี่ทำตัวเหมือนพวกอกหักเลย”

หลังวางสายไปแล้วคุณชายอุจิถึงเพิ่งมาคิดตามประโยคสุดท้ายของคุณป้า หัวสมองพาลนึกย้อนกลับไปเมื่อวานตอนชายหนุ่มไปหาลูกพี่ลูกน้องที่ผับเพื่อถามเรื่องเพื่อน แววตาของจินในตอนนั้นฉายอะไรบางอย่างออกมาคล้ายกับคาเมะ


แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ ฮิโรกิก็มั่นใจ


ชายหนุ่มจับจ้องคนนั่งฝั่งตรงข้ามที่เอาแต่นิ่งเฉย ทำตัวตามปกติราวไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น ฮิโรกิคงจะเชื่อแบบนั้นไปแล้ว ถ้าไม่พลันสังเกตเห็นดวงตาเรียวสวยทั้งสองข้างเสียก่อน

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมฮิโรกิถึงเชื่อเรื่องที่ว่าดวงตาไม่สามารถโกหกใครได้
เพราะเพื่อนเขาแสดงออกมาชัดเจนเหลือเกิน

“คาเมะ”

“หือ?”

“รู้รึเปล่าว่าจินอกหัก?”

“เล่าเรื่องตลกเหรอฮิโระ คาสโนว่าอกหักเป็นที่ไหนกัน” ฝ่ามือบางกำแน่นจนเจ็บ คนเจ้าชู้ไม่คิดเอาชีวิตไปผูกมัดกับใคร ไม่เคยเห็นคุ้นค่าของความรู้สึกทางจิตใจสักนิดเดียว แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่าคนแบบนั้นรักใครเป็น

“เป็นสิ ถ้าเกิดว่าโดนคนที่รักตอบปฏิเสธ”

“จะโดนได้ยังไงในเมื่อไม่เคยคิดจริงจังกับใครสักคน!” คาเมะเผลอกระแทกหางเสียงใส่เพื่อนโดยไม่ได้ตั้งใจ พอรู้สึกตัวชายหนุ่มก็รีบขอโทษที่ใส่อารมณ์มากจนเกินไป

ทว่าฮิโรกิก็คือฮิโรกิ เพื่อนที่เข้าใจคาเมะยิ่งกว่าใครทั้งหมด

“ไม่เคยน่ะใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าตลอดไปสักหน่อย ไม่มีกฎห้ามไว้นี้ คาสโนว่าก็คนนะ มีเลือดเนื้อ มีหัวใจ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจินจะนึกรักนายขึ้นมา ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะแปลกตรงไหนเลย”

คาเมะไม่ได้ตอบ แต่ฮิโรกิเชื่อมั่นว่าเพื่อนกำลังนิ่งคิดกับคำพูดของเขาอยู่ไม่มากก็น้อย ความจริงชายหนุ่มต่อต้านเรื่องระหว่างสองคนนี้มาตลอด แต่ถ้ามีใครสักคนสามารถเปลี่ยนนิสัยจินได้ ฮิโรกิก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะขัดขวางสองคนนี้อีก

นี่คงเป็นครั้งแรกที่ลูกพี่ลูกน้องเขารู้สึกอยากจริงจังกับใครสักคน

“คาเมะ นายเองก็รักจินเหมือนกัน แล้วทำไมไม่ลองเสี่ยงดวงดูสักครั้งล่ะ?”

จินกลับมาถึงคอนโดตอนใกล้จะห้าโมงเย็น ความอ่อนล้าจากการได้พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมงผสมกับที่ดื่มทั้งเบียร์ทั้งเหล้าเกือบตลอดคืนทำให้เรี่ยวแรงแทบไม่มีหลงเหลือ โชคยังดีที่เรียวขับรถมาส่ง ไม่อย่างงั้นคงหมดสติก่อนเข้ามายืนอยู่ในห้องเสียอีก

ร่างสูงใหญ่ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาหน้าโทรทัศน์ขนาดสามสิบสองนิ้ว แว่วเสียงมือถือดังรบกวนอยู่ในกระเป๋ากางเกงขายาวสีดำ เดิมทีชายหนุ่มตั้งใจว่าจะไม่รับ แต่พอนานเข้าหน่อยก็กลายเป็นจินเองที่ทนความน่าหนวกหูของโทรศัพท์ไม่ไหวเมื่อมันไม่หยุดร้องเสียที

“ใคร?”

“อุจิ ฮิโรกิ”

แค่ได้ยินชื่อศีรษะก็ปวดตึ้บๆ คุณชายอาคานิชินึกอยากวางสายเดี๋ยวนี้แต่ติดตรงที่แม่บังเกิดเกล้า จินเลยจำใจคุยทั้งที่เปลือกตาใกล้ปิดเต็มที

“มีอะไร?”

“นายหายไปไหนมา ทำไมเพิ่งรับโทรศัพท์ รู้รึเปล่าว่าคุณป้าเป็นห่วงนายแค่ไหน ทำอะไรไม่รู้จักคิด”

“ถ้าโทรมาเพื่อจะด่า ฉันวางล่ะนะ”

“ถ้านายวาง ของขวัญวันเกิดไม่ต้องเอา”

คุณชายอาคานิชิแค่นหัวเราะ ช่างเป็นญาติที่ให้ความสำคัญกับวันที่สี่เดือนเจ็ดเสียจริง เลยมาเป็นเดือนแล้วถึงเพิ่งนึกได้ว่าสมควรจะใส่ใจลูกพี่ลูกน้องคนนี้บ้าง

“บอกไว้ก่อนนะว่าของขวัญชิ้นนี้นายจะต้องถูกใจมากแน่ๆ แต่ถ้าไม่ถนอมมันก็จะอยู่กับนายได้ไม่นาน”

อวดสรรพคุณพร้อมวิธีดูแลรักษาไว้เสร็จสรรพจนจินชักอยากรู้ว่าคืออะไร ชายหนุ่มได้แต่หวังว่าจะไม่ใช่แก้วแหวนเงินทองหรือเครื่องประดับราคาแพง ด้วยเพราะเป็นอาคานิชิ ชายหนุ่มถึงมีพวกชอบคอยประจบ สรรเสริญเยินยอเพื่อความก้าวหน้าในอนาคตเอามามอบให้อยู่เรื่อย

“มันคืออะไร?”

“อยากรู้ก็เปิดประตูดูเอาเอง”

คำตอบของฮิโรกิไม่ได้ช่วยอะไร พอจินจะถามต่ออีกฝ่ายก็กดตัดสายไปเสียดื้อๆ ทว่าความสงสัยที่มีอยู่มากทำให้ร่างสูงใหญ่ยอมลุกขึ้นจากโซฟาทั้งที่ตอนแรกว่าจะนอนพักผ่อนเอาแรง

บานประตูสีดำถูกเปิดออกกว้างพร้อมกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบิกโตขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จินแทบไม่อยากเชื่อตนเองว่าสิ่งที่จับจ้องอยู่คือชายหนุ่มตัวเล็กรูปร่างบอบบาง ผู้ที่ทำให้เขาหลงใหลถึงขั้นอยากได้มาครอบครองตั้งแต่แรกเห็น

ยิ่งกว่านั้นใบหน้าหวานชวนมองกำลังคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้

“คุณจะไม่เชิญผมเข้าไปหน่อยเหรอ?”

เสียงนั่นคล้ายกับเรียกสติ ร่างสูงใหญ่เบี่ยงตัวหลีกทางให้อีกคนเดินเข้ามา คาเมะพบว่าห้องของจินกว้างขวางสมราคาเหมือนที่คิดเอาไว้ พื้นและเพดานเป็นสีขาวสว่างซึ่งตัดกับข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้ เตียง โต๊ะ โทรทัศน์ โซฟา ทุกอย่างล้วนเน้นสีดำแทบทั้งสิ้น

คาเมะถือโอกาสสำรวจไปทั่ว พอเหลือบเห็นจินซึ่งหายเข้าไปในห้องครัวแล้วกลับมาพร้อมน้ำผลไม้เย็นหนึ่งแก้ว ชายหนุ่มจึงนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับที่เจ้าของบ้านใช้นอนต่างเตียงเมื่อครู่

“ขอบคุณ” คนตัวเล็กกว่าเอ่ยขึ้นเมื่อรับแก้วมาไว้ในมือ ริมฝีปากบางสีระเรื่อลิ้มรสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดหน่อย ก่อนวางที่โต๊ะกระจกข้างหน้า

“ของขวัญที่ฮิโระบอกคือนายงั้นเหรอ?” คุณชายอาคานิชิพึมพำเหมือนถามตนเองมากกว่า ยิ่งนัยน์ตาคมกริบเพิ่งสังเกตเห็นริบบิ้นสีแดงบนข้อมือบาง จินก็ยิ่งมั่นใจว่าความคิดของเขาถูกต้อง

“ถ้าผมบอกว่าใช่ล่ะ คุณจะว่าไง?” ดวงตาเรียวจ้องคุณชายอาคานิชิแน่วแน่ขณะรอคำตอบ ริมฝีปากอิ่มจึงยกยิ้มเล็กน้อยตรงมุมขวา คาเมะไม่อาจปฏิเสธได้ว่าท่าทางแบบนั้นดูมีเสน่ห์เหลือร้ายมากขนาดไหน

ร่างสูงใหญ่เดินมานั่งโซฟา ก่อนดึงคนตัวบางเข้ามาประชิด คาเมะปิดเปลือกตาลงช้าๆเมื่อจินดันท้ายทอยให้ใบหน้าหวานแหงนเงยขึ้น พอริมฝีปากแตะต้องสัมผัสกัน คาเมะก็เหมือนมัวเมาไปกับกลิ่นของแอลกอฮอล์โดยไม่รู้ตัว

จินงับปากกระจับเล็กแผ่วเบาด้วยความหมั่นเขี้ยว ใบหน้าร้ายกาจก้มลงเน้นย้ำจนแดงช้ำ ชายหนุ่มแทบไม่ปล่อยให้คนในอ้อมกอดได้พักสักเสี้ยวนาที ณ.ตอนนี้คาเมะเลยรู้ซึ้งอย่างดีว่านิสัยของคุณชายอาคานิชิที่เขาร่ำลือกันว่าเห็นแก่ตัวนักหนานั้นเป็นเรื่องจริง

คุณชายอาคานิชิดันร่างบางนอนบนโซฟา ฝ่ามือใหญ่ไล้โครงหน้าเรียวสวยอย่างหลงใหลพร้อมคำถามที่ทำเอาคาเมะต้องหลุดยิ้มออกมา

“ทำไมถึงกลับมาหาฉัน?”

เห็นอีกคนเล่นตัวไม่ยอมตอบ จินเลยก้มลงบดเบียดริมฝีปากบาง ส่งความรู้สึกผ่านปลายลิ้นอย่างหนักหน่วงเหมือนนิสัยช่างเอาแต่ใจจนคาเมะต้องครางประท้วง ใบหน้าหล่อร้ายกาจถึงยอมละห่าง

“นายจำที่ฉันเคยบอกเกี่ยวกับโชคชะตาได้รึเปล่า?”

สิ้นประโยค คาเมะก็นึกย้อนไปหลายวันก่อนหน้านี้ คืนนั้นตอนประมาณสี่ทุ่มหลังเลิกงานพิเศษ ชายหนุ่มถูกจินพามาที่สวนสาธารณะละแวกบ้าน แล้วเขาก็เผลอไผลไปกับความอบอุ่นอ่อนโยนของอีกฝ่าย

“ฉันคิดจริงๆนะเรื่องโชคชะตากำลังเล่นตลกอยู่ เพราะฉันสาบานไว้ว่าจะไม่มีทางรักคนอื่นมากกว่าตนเอง”

คาเมะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่สวยสุดตั้งแต่จินเคยเห็นมา ศีรษะได้รูปเอนพิงแผ่นอกเล็กด้วยท่าทางผ่อนคลาย แว่วเสียงหัวใจเต้นระรัวดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน

“นั่นเป็นคำตอบของผมเช่นกันว่าทำไมถึงกลับมาหาคุณ”

แม้ไม่มีคำรักรื่นหูให้ฟัง หากเสียงอวัยวะบนอกด้านซ้ายก็สามารถบอกจินได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มเคลื่อนตัวขึ้นมองใบหน้าหวานด้วยแววตาลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร ก่อนริมฝีปากอิ่มจะตามทาบทับแนบสนิทอีกครั้ง

จินเคยรู้สึกว่าการโดนผูกมัดเป็นเรื่องที่ไม่ดี
แต่กับคาซึยะเขาอยากทำแบบนั้นเสียเอง
จินเคยรู้สึกว่าการทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย
แต่กับคาซึยะเขาอยากครอบครองไว้เพียงคนเดียว


ความรักคืออะไร..
คุณเคยสงสัยคำๆนี้บ้างไหม


รักคือ...ความซื่อสัตย์
รักคือ...ความเข้าใจ
รักคือ...อิสระ
รักคือ...บุพเพสันนิวาส
รักคือ...การเสียสละ
รักคือ...การให้


ทั้งหมดนั่นล้วนเป็นสิ่งที่ผมเคยอ่านเจอมาในหนังสือ นอกจากนั้นยังมีอีกหลายคนที่พร่ำพรรณนาถึงความหมายของคำๆนี้ไว้เสียสวยหรู แต่สำหรับผมแล้ว ความหมายของคำนี้ผมสามารถให้คำจำกัดความได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยด้วยซ้ำ


‘คาซึยะ’


นั่นคือนิยามรักของผม






The End
 
 
 
Talk
 
 
ความจริงว่าจะอัพตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ดันเข้าเอ๊กซ์ทีนไม่ได้ นี่เป็นตอนจบของคู่นี้แล้วค่ะ นอกนั้นก็จะเป็นสเปที่จะมีเฉพาะในเล่มเท่านั้น ถ้าใครสนใจก็ลองดูรายละเอียดนะคะ
สุดท้ายขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ